ตุลาคม 20, 2020

คนอายุ 30 ปี ควรรู้ 9 สิ่งนี้ ก่อนเวลาชีวิตจะสายเกินไป (มากกว่า 30 ปีก็ดูได้)

1.เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์

ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีเงินมากหรือน้อย ได้ทำงานที่ชอบ มีเพื่อนร่วมงานที่น่าคบหา มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่าย หรือมีบ้านที่มีสมาชิกตัวเล็กๆวิ่งเล่นอยู่เต็มบ้าน ได้ใช้เวลาไปกับการทำอาหาร ทำความสะอาด

ดูแลลูก ตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม ก็จงละทิ้งความเหนื่อยล้า หมดแรงไว้ในช่วงเวลาสุดท้ายของวัน ติดต่อหาคนที่เรารัก คนสำคัญในชีวิตที่หล่อหลอมมาเป็นตัวเราทุกวันนี้ คนที่อยู่กับเราทั้งในย ามสุขและทุกข์

ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท พย าย ามติดต่อพูดคุยอยู่เป็นประจำ การได้พูดคุยกับบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้เราได้ผ่อนคลายความคิด และจิตใจ

2.ไม่ต้องเร่งจังหวะชีวิต

ไม่ต้องเร่งจังหวะของชีวิต ให้เป็นไปตามจังหวะที่ควรจะเป็นในทุกเรื่อง ทุกด้านของชีวิต อย่ ารีบร้อน หากกำลังพิจารณาตัดสินใจจะแต่งงานกับใคร ให้ใช้เวลาพินิจพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ ใช้ชีวิตที่เหลือกับใครคนนั้น

หรืออย่ าเปลี่ยนงานเพราะต้องการงานที่ทำเงินได้มากกว่า แต่เลือกทำในสิ่งที่รักที่สุด แม้จะต้องใช้เวลามากกว่าในการเติบโตในอาชีพนั้นก็ตาม การที่เราก้าวเข้าสู่อายุ 30 ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาที่เราต้องต่อจิ๊กซอของชีวิตให้เสร็จสมบูรณ์ทุกด้าน

3.ไม่ใช่แค่ทำแต่งาน ต้องใช้ชีวิตด้วย

คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อุทิศเวลาทั้งหมดของชีวิตให้กับงาน ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแค่การทำงานประจำของตัวเอง แต่รวมถึงงานบ้านต่างๆ

หรือกิจก ร ร มอะไรก็ตามที่เราให้เวลาทำสิ่งนั้นเพียงอย่ างเดียว วางแผนช่วงเวลาในวันหยุดออกไปพบปะเพื่อน ทำกิจก ร ร มนอกสถานที่ เดินทาง ท่องเที่ยว การได้ทำกิจก ร ร มที่มีความแตกต่างหลากหลายช่วยให้เราได้เปิดรับความรู้สึกและประสบการณ์ใหม่ๆ

4.เงินซื้อความสุขทุกอย่ างไม่ได้

จริงอยู่ว่าสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วการช้อปปิ้งคือความสุข ดังนั้นเราจึงต้องการเงินมาเพื่อใช้จ่ายสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่ใช่ว่าความสุขทุกอย่ างในโลกนี้จะซื้อได้ด้วยเงิน

ยังมีความสุขอีกหลายอย่ างในชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ตัวอย่ างเช่น การได้คุยโทรศัพท์เป็นเวลานานกับเพื่อนซี้ การได้ใช้เวลาในวันหยุดอยู่กับครอบครัวที่บ้าน

การได้นั่งอ่ า นหนังสือเล่มโปรดในสวนหรือมุมสุดโปรดในบ้าน หรือการได้ยิ้มและหัวเราะกับเรื่องราวชวนขัน การที่เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราจะยังเพลิดเพลินมีความสุขกับเรื่องเหล่านี้ไม่ได้อีกต่อไป

5.ไม่มีใครสวยสมบูรณ์ ปราศจากข้อบกพร่อง

บรรดานางแบบที่เราชื่นชอบที่เราเห็นตามปกนิตยสารที่มีความมันวาวล้วนแต่ต้องผ่านขึ้นตอนการทำโฟโต้ชอปมาแล้วก่อนออกวางจำหน่าย ดังนั้นไม่ต้องกลุ้มใจไปเลย

ไม่ต้องไม่ลอกเลียนแบบความสวยจากดารา นางแบบเหล่านั้น พวกเขาเองก็มีจุดบกพร่องแต่ก็มีความสวยในแบบของตัวเอง ซึ่งคุณเองก็เป็นแบบนั้น จงรักและพอใจกับตัวเอง กับจุดบกพร่องของตัวเราเอง

6.สร้างชีวิตด้วยประสบการณ์

การได้มีประสบการณ์ต่างๆคือวิธีเรียนรู้สิ่งใหม่ๆในชีวิตที่ดีที่สุด เราเชื่อว่าการได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง มีความสำคัญและมีคุณค่ากว่าการเรียนรู้ในโรงเรียนผ่านตำราเรียน การเดินทางท่องเที่ยวคือรูปแบบหนึ่งของการมีประสบการณ์ตรง ยิ่งเดินทางมากเท่าไร เรายิ่งมีความรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งได้ลิ้มลองเมนูอาหารที่หลากหลาย ยิ่งได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความเข้าใจมนุษย์มากเท่านั้น ดังนั้นเราต้องไม่หยุดค้นหาประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ในชีวิต

7.การเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่น จะสร้างความกดดันที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเรา

การที่เราพย าย ามเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นในวัยเดียวกัน ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และจะนำพาความกดดันมาสู่ตัวเราอย่ างง่ายดาย เกิดความรู้สึกเศร้าหมอง อารมณ์ขุ่นมัว และความรู้สึกต่างๆ ที่นำพาเราไปในแง่ลบ ทำไมเราต้องสนใจว่าเพื่อนของเราร่ำรวยพอที่จะจับจ่ายซื้อสินค้าราคาแพงได้ หรือ

เพื่อนที่เขาได้ใช้ชีวิตมีสามีและลูก คนเราทุกคนล้วนมีการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตเป็นของตัวเอง ทุกคนมีชีวิตในแบบของตัวเอง ซึ่งคุณเองก็กำลังทำอยู่เช่นกัน อย่ าคร่ำครวญในสิ่งที่คนอื่นมี คนอื่นเป็น

8.ความล้มเหลวคือเสาหลักของความสำเร็จ

เนลสัน แมนเดลาเคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า “อย่ าตัดสินฉันที่ความสำเร็จของฉัน แต่จงตัดสินฉันที่จำนวนครั้งที่ฉันสามารถลุกขึ้นมายืนได้ใหม่ ภายหลังจากที่ล้มลง”

การมีเป้าหมายสู่ความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่การคาดหวังว่าความสำเร็จจะเข้ามาหาเราทันทีที่เราเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ในครั้งแรก แต่ต้องผ่านการล้มมาครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนั่นจะสอนให้รู้ว่าวิธีการหรือสิ่งที่เราทำไปนั้นไม่ถูกต้อง ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง บทเรียนเหล่านี้จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้

9.ปล่อยให้หัวใจได้พูดบ้าง

เรามักคุ้นเคยกับคำแนะนำที่ให้ใช้สมองมากกว่าหัวใจ แต่ในบางครั้งก็สามารถแนะนำให้ใช้หัวใจมากกว่าสมองได้เช่นกัน ยกตัวอย่ างบางสถานการณ์ในชีวิตเช่น เมื่อลูกของเราป่วยมีไข้ในตอนกลางคืน เราได้ให้เขาทานย าและเช็ดตัวจนไข้ลดลงในตอนเช้าแล้ว สมองของเราอาจบอกเราว่าเขาสบายดีแล้ว ไข้ลดแล้ว

สามารถไปโรงเรียนได้แล้ว แต่ในหัวใจของเรากลับยังรู้สึกเป็นห่วง ไม่อย ากให้เขาห่างจากเราไปในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจจะไข้ขึ้นได้อีกเมื่ออยู่ที่โรงเรียน

จึงตัดสินใจฟังเสียงของหัวใจที่ต้องการให้เขายังพักผ่อนอยู่กับบ้านจนหายดีก่อน จนไม่มีไข้ขึ้นซ้ำแล้วจึงค่อยไปโรงเรียน การตัดสินใจเรื่องเล็กๆน้อยแบบนี้ในชีวิตอาจเกิดขึ้นได้ในหลายบริบท ซึ่งบางครั้งก็จำเป็นต้องฟังความต้องการของหัวใจเราด้วย

ที่มา : womanlearns